ข่าวประชาสัมพันธ์
เกียวกับสันติสุขสาร
ต้องการติดต่อและสนับสนุนมูลนิธิชี้นำสู่สันติสุข

- - - - - - - ฝากข้อความถึงมูลนิธิ - - - - - - - -

 วีดีโอมูลนิธิ


รู้จักอิสลาม



อายะฮถือศีลอด



อัลกุรอาน ซูเราะฮอัรเราะฮมาน



อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอินซาน[Surah Al-Insaan]


...ไม่ว่าการกระทำใดๆ หากได้รับการฝึกฝนอยู่เสมอ ก็จะกลายเป็นของง่ายดายในเวลาต่อมา...



ลัทธิก็อดยานียฺ(ม.ดอนฉิมพลี ถอดความ)


ลัทธิก็อดยานียฺ  โดย. ดร.มาเนี๊ยะอฺ อิบนุ ฮัมม๊าด อัลญุฮะนียฺ ม.ดอนฉิมพลี ถอดความ  ความเป็นมา: ลัทธิก็อยานียฺ (อัลก็อดยานียะฮฺ) เป็นขบวนการที่เกิดขึ้น ในปี ค.ศ.1900 โดยการวางแผนของจักรวรรดินิยมอังกฤษ ในชมพูทวีป โดยมีเป้าหมายทำให้บรรดามุสลิมห่างเหินศาสนาของพวกเขา และข้อกำหนดการต่อสู้ (ญิฮาด) ด้วยรูปแบบเฉพาะ เพื่อไม่ให้พวกเขามาเผชิญหน้าจักรวรรดินิยม ด้วยชื่อของอิสลาม และกระบอกเสียงของขบวนการนี้ คือ วารสารอัลอัดยานที่ออกเป็นภาษาอังกฤษ การก่อตั้ง และบุคคลสำคัญ ๆ: มิรซา ฆุลาม อะหฺมัด อัลก็อดยานียฺ (ค.ศ.1839 -1908) เป็นลูกมือ สำหรับการปฏิบัติงานหลัก เพื่อการให้มีอัลกอดยานียะฮฺขึ้นมา เขาเกิดที่ตำบลก็อดยาน เมืองปันจาบ ประเทศอินเดีย ปี ค.ศ.1839 มาจากครอบครัวที่เป็นที่รู้จักกัน ในการทรยศต่อศาสนา และประเทศชาติ และเช่นที่ว่านี้แหละ ฆุลาม อะหฺมัด เกิดมาเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อจักรวรรดินิยม เชื่อฟังชนิดไม่ลืมหู ลืมตา เขาได้รับการเลือกให้สวมบทบาทเป็นนบียฺ เพื่อให้บรรดามุสลิมได้โอบอุ้มเขา และหมกมุ่นอยู่กับเขา โดยลืมการต่อสู้ของพวกเขา ที่ต้องมีต่อจักรวรรดินิยมอังกฤษ และรัฐบาลอังกฤษก็ทุ่มเทเงินทองให้แก่พวกเขามากมาย พวกเขาจึงแสดงความสวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลอังกฤษ ในขณะที่ฆุลาม อะหฺมัด ที่เป็นที่ทราบกัน ในหมู่พวกพ้องของเขาว่า เป็นคนที่มีความไม่สมประกอบ มีโรคมาก และติดยาเสพติด. ผู้ที่ต่อต้านเขา และการเรียกร้องเชิญชวนที่เลวทรามของเขา ได้แก่ไชยคฺ อบุลวะฟาอฺ ซะนาอุลลอฮฺ หัวหน้ากลุ่มอะฮฺลุลหะดี้ษในอินเดีย โดยที่ท่านได้โต้กับเขา และเขาได้ยอมรับด้วยหลักฐาน ทำให้เห็นความชั่วช้าของเขา การปฏิเสธ และการหันเหออกนอกศาสนาของเขา เมื่อฆุลาม อะหฺมัดไม่ยอมกลับมาสู่ความถูกต้อง ไชยคฺอบุลวะฟาก็ให้เขาได้มาสาบานกัน ต่ออัลลอฮฺ ให้คนหนึ่งคนใดจากสองคนได้ตายไป หากใครเป็นผู้โกหก อีกไม่กี่วันต่อมา มิรซา ฆุลาม อะหมัด อัลกอกยานียฺ ก็ตาย ในปี ค.ศ. 1808 โดยทิ้งตำรับตำราไว้มากกว่า 50 เล่ม สิ่งเผยแพร่ บทความ หนังสือที่สำคัญๆ ก็ได้แก่: อิซาละตุลเอาฮาม เอี๊ยะอฺญาซอะหฺมะดียฺ บรอฮีนอะหฺมะดียะฮฺ อันวารุลอิสลาม เอี๊ยะญาซุลมะเซี้ยหฺ อัลตับลี้ฆ และตัจญฺลียาตอิลาฮียะฮฺ.  นูรุดดีน: ตัวแทนคนที่หนึ่งของอัลก็อดยานียะฮฺ อังกฤษได้สวมมกุฎ แห่งการเป็นค่อลีฟะฮฺให้แก่เขา แล้วพวกผู้สนับสนุนก็ติตามเขา หนังสือของเขาก็ได้แก่: ฟัศลุลคิฏ๊อบ  มุฮัมมัด อลียฺ และโคญะฮฺ กะมาลุดดีน: เป็นผู้นำอัลก็อดยานียะฮฺสายลาโฮร์ และผู้รับผิดชอบอัลก็อดยานียะฮฺ คนแรก ได้นำเสนอแปลอัลกุรอานบิดเบือน เป็นภาษาอังกฤษ ตำรับตำราของเขาก็ได้แก่: หะกีเกาะตุลลิคติล๊าฟ อันนุบูวะตุฟิลอิสลาม และอัดดีนุลอิสลามียฺ ส่วนโคญะฮฺ กะมาลุดดีน ก็มีหนังสืออัลมะษะลุลอะอฺลาฟิลอันบิยาอฺ และอื่นๆ กลุ่มอะหฺมะดียฺสายลาโฮร์ จะมองฆุลาม อะหฺมัด มิรซาว่า เขาเป็นผู้ฟื้นฟู (มุญั๊ดดิ๊ด) เท่านั้น แต่ทว่า ทั้งสองถือเป็นขบวรการเดียวกัน เอื้ออำนวยต่อกัน  มุฮัมัด อลียฺ: เป็นหัวหน้าอัลก็อดยานียะอฺสายลาโฮร์ ผู้รับผิดอัลกอดยานียะฮฺ สายลับของจักรวรรดินิยม และผู้จัดการวารสารที่ออกในนามอัลกอดยานียะฮฺ ได้นำเสนอแปลอัลกุรอานบิดเบือน เป็นภาษาอังกฤษ ตำรับตำราของเขาก็มี: หะกีเกาะตุลลิคติล๊าฟ และอันนุบูวะตุฟิลอิสลาม ดังได้กล่าวถึงข้างต้น  มุฮัมมัด ศอดิ๊ก: ผู้ชี้ขาดปัญหาศสนา(มุฟตี)ของอัลกอดยานียะฮฺ ตำราของเขาได้แก่: คอตะมุนนะบียีน  บะชีร อะหฺมัด อิบนุลฆุลาม: ตำราของเขาได้แก่: ซีเราะตุลมะฮฺดียฺ และกะลิมะตุลฟัศลฺ มะหฺมู๊ด อะหฺมัด อิบนุลฆุลาม และผู้สืบทอดที่สองของเขา: ตำราของเขาได้แก่: อันวารุลคิลาฟะฮฺ ตัวหฺฟะตุลมุลู๊ก และหะกีเกาะตุนนุบูวะฮฺ คนแรกนั้น มีผลกระทบมาก ในการสนับสนุนกลุ่มผู้หลงผิดนี้ โดยที่มีการจัดสันพื้นที่ขนาดใหญ่ให้แก่กลุ่มนี้ และให้ชื่อว่าร็อบวะฮฺ โดยการนำชื่อมาจากบางส่วนของอายะฮฺกุรอาน ที่ว่า. "وَآوَيْنَاهُمَاإِلَى رَبْوَةٍ ذَاتَ قَرَارٍ وَمَعِيْنٍ". “และเรา (อัลลอฮฺ) ได้ให้เขาทั้งสอง (อีซาและมารดา) ไปอยู่ทางร็อบวะฮฺ (ที่สูง) ที่มีความมั่นคง และตาน้ำ”. (อัลมุ๊มินูน:50). แนวความคิด และหลักยึดมั่น: ฆุลามอะหฺมัด ได้เริ่มกิจกรรมของตน ในฐานะผู้เรียกร้องสู่อิสลาม แล้วมีพวกพ้องห้อมลอมมากมาย หลังจากนั้นได้อ้างว่าเป็นผู้ฟื้นฟู และได้รับการดลใจจากอัลลอฮฺ และจากนั้นได้ก้าวต่อไปโดยอ้างว่า เขาเป็นมะฮฺดียฺที่ถูกรอคอย และเซี้ยหฺที่ถูกสัญญาไว้ หลังจากนั้นได้อ้างการเป็นนบียฺ และอ้างว่า การเป็นนบียฺของเขา สูงส่งกว่าการเป็นนบียฺของผู้นำของเรามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พวกกอดยานียฺเชื่อว่า อัลลอฮฺถือศีลอด ละหมาด นอน ตื่น เขียน ทำผิดได้ และร่วมประเวณี มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ จากสิ่งที่พวกเขากล่าว คนกอดยานียฺเชื่อว่า พระเจ้าของพวกเขาเป็นอังกฤษ เพราะพูดกับพวกเขาเป็นภาษาอังกฤษ  อัลกอดยานียะฮฺเชื่อว่า การเป็นนบียฺนั้น ไม่ได้จบลงที่ท่านนบียฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หากแต่จะมีเรื่อยไป อัลลอฮฺจะทรงส่งร่อซูลมา ตามความจำเป็น และฆุลาม อะหฺมัดนั้น เป็นนบียฺที่ปะเสริฐที่สุด  พวกเขาเชื่อว่า ญิบรีล อะลัยฮิสสลามลงมายังฆุลาม อะหฺมัด และเขาได้รับวะฮียฺ และการดลใจต่างๆ ที่มีมาถึงเขานั้น เป็นเหมือนอัลกุรอาน  พวกเขากล่าวว่า ไม่มีกุรอาน นอกจากฉบับที่มะเซียหฺผู้ถูกสัญญา(ฆุลาม)นำเสนอเท่านั้น ไม่มีหะดีษ นอกจากจากสิ่งที่มีการกำหนดจากเขาเท่านั้น และไม่มีนบียฺ นอกจากต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของฆุลามอะหฺมัดเท่านั้น  พวกเขาเชื่อว่า คัมภีร์ของพวกเขาถูกประทานลงมา และมีชื่อว่า อัลกิตาบุลมุบีน ซึ่งไม่ใช่อัลกุรอาน ฉบับที่มุสลิมทั้งหลายยึดถืออยู่ในทุกวันนี้  พวกเขาเชื่อว่า พวกเขาเป็นพวกที่มีศาสนาใหม่ เป็นเอกเทศ มีบทบัญญัติเป็นเอกเทศ และว่า พวกๆ ของฆุลาม เป็นเสมือนสาวก(เศาะฮาบะฮฺ) พวกเขาเชื่อว่า กอดยานนั้น เหมือนกับนครมะดีนะฮฺ และมักกะฮฺ ยิ่งไปกว่านั้น มันประเสริฐกว่านครทั้งสอง และแผ่นดินของมัน เป็นเขตหวงห้าม เป็นกิละฮฺของพวกเขา และจะไปประกอบพิธีหัจญฺกันที่นั่น . พวกเขาเรียกร้อง ให้ยกเลิกการต่อสู้ (ญิฮาด) นอกจากนั้น ยังเรียกร้องให้ภักดีต่อรัฐบาลอังกฤษ อย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะตามการกล่าวอ้างของพวกเขา ว่า อังกฤษเป็นผู้ปกครอง ด้วยตัวบทของอัลกุรอาน มุสลิมทุกคนในทัศนะของพวกเขา เป็นกาเฟ็ร จนกว่าจะได้เข้าอยู่ในอัลกอยานียะฮฺเสียก่อนเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วใครที่แต่งงานให้ หรือแต่งงานเองกับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในอัลกอดยานียะฮฺ เขานั้นก็เป็นกาเฟ็ร พวกเขาอนุญาตให้ดื่มสุรา สูบฝิ่น เสพสารเสพติด และของมึนเมาได้ ที่มาของแนวความคิด และหลักยึดมั่น  มันเป็นขบวรการการเดินนโยบาย ของไซยยิดอะหฺมัด คอน ในการทำให้เป็นแบบตะวันตก ซึ่งได้ปูทางเพื่อการปรากฏตัวของอัลก็อดยานียะฮฺ ด้วยสิ่งที่ได้เผยแพร่ออกมาจากความคิดต่างๆ ที่ออกนอกลู่นอกทาง  พวกอังกฤษฉวยโอกาสในสภาพเช่นนี้ พวกเขาก็ได้อุปโลกน์ขบวรการอัลกอดยานียฺขึ้นมา และเลือกคนที่มาจากตระกูลที่รับใช้ต่างชาติอย่างมากมาเป็นผู้นำ  ในปี ค.ศ.1953 ได้มีการลุกฮือขึ้นมาต่อต้านของประชนชาวปากีสถาน ขอร้องให้ปลดฑ็อฟรุลลอฮฺ คอน รัฐมนตรีต่างประเทศขณะนั้นออก และให้ถือว่า กลุ่มอัลก็อดยานียฺ เป็นชนกลุ่มน้อย ที่ไม่ได้เป็นมุสลิม ซึ่งมีบรรดามุสลิมล้มตายในครั้งนั้นประมาณ หนึ่งหมื่นคน และพวกเขาได้รับความสำเร็จในการปลดรัฐมนตรีที่อยู่ในอัลก็อดยานียะฮฺ ในเดือนร่อบีอุลเอาวัล 1394 ตรงกับเมษายน 1974 ใด้มีการจัดประชุมใหญ่ ที่องค์การสันนิบาตโลกอิสลาม ทีนครมักกกะฮฺ โดยมีบรรดาตัวแทนขององค์กรมุสลิมต่างๆ เข้าร่วมจากทั่วทุกมุมโลก และที่ประชุมได้ประกาศว่า กลุ่มนี้เป็นผู้ปฏิเสธ ออกนอกอิสลาม และได้ขอให้บรรดามุสลิมต่อต้านภยันตรายของมัน และไม่ไปคบค้ากับพวกก็อดยานียฺ และไม่นำเอาพวกผู้คนที่ตายของพวกเขา ไปฝังในบริเวณหลุมฝังศพ (ก็อบรฺ)ของบรรดามุสลิม) สภาประชาชาติในปากีสถาน (สภากลาง) ได้ทำการอภิปรายในกรณีผู้นำของกลุ่ม มิรซา นาศิร อะหฺมัด และโต้กลับของไชยคฺ มุฟต มะหฺมู๊ด ร่อหิมะฮุลลอฮฺ การอภิปรายได้ดำเนินไปเป็นเวลาเกือบสามสิบชั่วโมง นาศิร อะหฺมัด ไม่สามารถที่จะตอบคำถามต่างๆได้ แล้วท้ายที่สุด ก็ได้เป็นที่กระจ่างชัดออกมาถึงการที่ว่า กลุ่มนี้เป็นกาเฟ็ร สภาจึงได้ลงมติ ถืออัลก็อดยานียะฮฺ เป็นชนกลุ่มน้อย ไม่ได้เป็นมุสลิม  ในสิ่งที่ชี้ว่า อัลมิรซา ฆุลาม อะหฺมัด เป็นกาเฟ็รมีดังนี้:- - การอ้างว่า ตัวเขาเป็นนบียฺ - ยกเลิกข้อกำหนดการต่อสู่ (ญิฮ๊าด) ซึงเป็นการรับใช้จักรวรรดินิยม - ยกเลิกการไปประกอบพิธีหัจญฺ ที่นครมักกะฮฺ และเปลี่ยนไปประกอบที่กอดยาน - เปรียบเทียบอัลลอฮฺเหมือนกับมนุษย์ - เชื่อในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด - อ้างว่าอัลลอฮฺมีบุตร และเขาเป็นบุตรของพระเจ้า - อ้างว่าท่านนบียฺมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่ได้เป็นนบียฺท่านสุดท้าย คนอื่นๆ ก็เป็นได้อีก  อัลก็อดยานียะฮฺมีความสัมพันธ์ที่แน่นเหนียวอยู่กับอิสราเอล อิสาลเอลได้เปิดศูนย์ โรงเรียนต่างๆ ให้แก่พวกเขา และทำให้พวกเขาสามารถออกวารสารในนามของพวกเขา พิมพ์ตำรับตำรา และสิ่งเผยแพร่ต่างๆ แจกจ่ายไปในโลก  การรับเอาแนวความคิดของพวกเขา มาจากศาสนามะซีฮียะฮฺ ยะฮูดียะฮฺ และขบวนการกำลังภายใน เป็นที่เห็นได้ชัดเจน จากหลักยึดมั่น การประพฤติปฏิบัติของพวกเขา ทั้งๆที่พวกเขาแสดงความเป็นมุสลิมโดยภาพนอก การแพร่หลาย และแหล่งอิทธิพลต่างๆ  พวกก็อดยานียฺส่วนใหญ่ ขณะนี้อาศัยอยู่ในอินเดีย ปากีสถาน และจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ในอิสราเอล และประเทศอรับ พวกความใช้ความอุตสาหะ ด้วยการให้ความช่วยเหลือจากจักรวรรดินิยม ในการให้ได้มาซึ่งตำแหน่งสำคัญๆ ในประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่  พวกก็อดยานียฺ มีการเคลื่อนไหวมาก ในอาฟริกา และประเทศตะวันตกบางประเทศ ในอาฟริกาแห่งเดียวพวกเขามีผู้ชี้แนะ และนักเรียกร้องเชิญชวน ที่ทำในหน้าที่ในการเชิญชวนผู้คนทั้งหลาย ไปสู่อัลก็อดยานียะฮฺเพียงอย่างเดียว ถึงห้าพันคน การเคลื่อนไหวของพวกเขาที่มากมายนั้น เน้นถึงการสนับสนุนของพวกจักรวรรดินิยมแก่พวกเขา  อนึ่ง รัฐบาลอังกฤษได้ให้การโอบอุ้มแนวความคิดนี้ อำนวยความสะดวก ให้สมาชิกของพวกเขา ได้มีตำแหน่งอยู่ในหน่วยงานรัฐบาลต่างๆ ของโลก ในการบริหารบริษัท และสถาบันต่างๆ และใช้นายทหารระดับสูงของพวกเขา ในหน่วยสืบราชการลับต่างๆของตน  พวกก็อดยานียฺ มีการเคลื่อนไหวมาก ในการเรียกร้องเชิญชวน ไปสู่แนวความคิดของพวกเขา ด้วยวิถีทางต่างๆ ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านวัฒนะธรรม โดยที่พวกเขามีความรู้ดี พวกเขามีนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และแพทย์ ในอังกฤษมีสถานโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ใช้ชื่อโทรทัศน์มุสลิม ที่บริหารโดยพวกก็อดยานียฺ จากที่ได้ผ่านมา เป็นที่กระจ่างชัดว่า อัลก็อดยานียะฮฺนั้น เป็นลัทธิเรียกร้องไปสู่ความหลงผิด ไม่ได้มาจากอิสลามแต่ประการใด หลักกานเชื่อมั่นของมัน ค้านกับอิสลามในทุกสิ่ง และสมควรที่จะเตือนให้บรรดามุสลิม ได้ระวังการเคลื่อนไหวของพวกเขา หลังจากที่บรรดาปราชญ์ได้ชี้ขาดว่า พวกเขาเป็นพวกผู้ปฏิเสธ(กาเฟ็ร)...