ข่าวประชาสัมพันธ์
เกียวกับสันติสุขสาร
ต้องการติดต่อและสนับสนุนมูลนิธิชี้นำสู่สันติสุข

- - - - - - - ฝากข้อความถึงมูลนิธิ - - - - - - - -

 วีดีโอมูลนิธิ


รู้จักอิสลาม



อายะฮถือศีลอด



อัลกุรอาน ซูเราะฮอัรเราะฮมาน



อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอินซาน[Surah Al-Insaan]


...ไม่ว่าการกระทำใดๆ หากได้รับการฝึกฝนอยู่เสมอ ก็จะกลายเป็นของง่ายดายในเวลาต่อมา...



ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ(บทวัวตัวเมีย)


 อธิบายความหมายอัลกุรอาน

ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ(บทวัวตัวเมีย)
(จากอายะฮฺที่1-7)
 
โดย. ไชยคฺอับดุรเราะหฺมาน อิบนุ นาศิร อัสสะอฺดียฺ
ถอดความ. ม.ดอนฉิมพลี
 
ตัวบท.
بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْمِ
ألم * ذَلِكَ الْكِتَابُ لاَرَيْبَ فِيْهِ هُدًى لِلْمُتَّقِيْنَ * الَّذِيْنَ يُؤْمِنُوْنَ بِالْغَيْبِ وَيُقْيِمُوْنَ الصَّلاَةَ وَمِمَّارَزَقْنَاهُمْ يُنْفِقُوْنَ * وَالَّذِيْنَ يُؤْمِنُوْنَ بِمَاأُنْزِلَ إِلَيْكَ وَمَاأُنْزِلَ مِنْ قَبْلِكَ وَبِالآخِرَةِ هُمْ يُوْقِنُوْنَ * أُوْلئِكَ عَلَى هُدًى مِنْ رَّبِهِمْ وَأُوْلئَكَ هُمُ الْمُفْلِحُوْنَ
 
คำแปล.
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเอ็นดูเมตตาเสมอ
คัมภีร์ฉบับนี้ ไม่มีข้อสงสัยใดๆ อยู่ในนั้น เป็นทางนำแก่บรรดาผู้ยำเกรง ที่พวกเขาศรัทธาในสิ่งเร้นลับ ดำรงการละหมาด จับจ่ายจากสิ่งที่เราได้ประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา และบรรดาผู้ที่ศรัทธาในสิ่งที่อัลลอฮฺได้ประธานลงมาให้แก่พวกเขา และบรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าเจ้า และมีความเชื่อมั่นในวันปรโลก เหล่านั้นแหละ พวกเขา คือ บรรดาผู้ได้รับความสำเร็จ
 
คำอธิบาย.
อักษรย่อ ในตอนต้นของซูเราะฮฺต่าง ๆ สิ่งที่ปลอดภัยที่สุด คือ การไม่ไปเจาะลึกในความหมายของมัน โดยไม่มีหลักฐานทางบัญญัติมายืนยัน ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่า อัลลอฮฺ มิได้ประทานมันลงมา โดยเป็นสิ่งที่ไร้สาระ  หากแต่ต้องมีข้อคิด ที่เราไม่สามรถที่จะรู้ได้ .
“คัมภีร์ฉบับนี้” คือ คัมภีร์ที่ยิ่งใหญ่ฉบับนี้ ที่เป็นคัมภีร์ ตามความเป็นจริง ที่มันประมวลไว้ซึ่งสิ่งที่คัมภีร์ของบรรดาผู้ที่มาก่อน และบรรดาผู้ที่มาหลัง มิได้ประมวลไว้ จาความรู้ที่ยิ่งใหญ่ และความจริงที่ชัดแจ้ง ดังนั้น จึง “ไม่มีข้อสงสัยใดๆอยู่ในนั้น” ไม่มีข้อสงสัยในทุกรูปแบบ การปฏิเสธการมีข้อสงสัย มันทำให้มีสิ่งที่ตรงข้ามกับมันเกิดขึ้น กล่าวคือ สิ่งที่ตรงข้ามกับการสงสัย คลางแคลงใจ คือ ความแน่นอน ซึ่งคัมภีร์ฉบับนี้ มันประมวลไว้ซึ่งความรู้ที่ไม่มีการสงสัย ที่ทำให้การสงสัย การคลางแคลงใจหมดไป ซึ่งอันนี้ เป็นหลักที่แจกกแจงให้ทราบถึงว่า การปฏิเสธที่หมายถึงนั้น คือ การสรรเสริญเยินยอ ที่จำเป็นจักต้องประมวลไว้ซึ่งสิ่งที่ตรงกันขามกับมัน และมันก็คือ ความสมบูรณ์ เพราะว่า การปฏิเสธนั้น คือ การไม่มี และการไม่มีโดยสิ้นเชิง เป็นสิ่งที่ไม่มีการได้รับการชมเชยใด ๆ อยู่ .
แล้วเมื่อมันได้ประมวลไว้ซึ่งความมั่นใจ ในขณะที่การนำทางจะไม่ได้รับ นอกจากด้วยความมั่นใจ พระองค์ก็ตรัสว่า  “เป็นทางนำสำหรับบรรดาผู้ยำเกรง” อัลฮุดา คือ สิ่งที่การนำทางให้หลุดพ้นจากความหลงผิด และความไม่กระจ่างเกิดขึ้นได้ ด้วยมัน และสิ่งที่การนำทาง ไปสู่การได้เดินอยู่ในหนทาง ที่เป็นประโยชน์ เกิดขึ้นได้ด้วยมัน และพระองตรัสว่า “ทางนำ” (ผู้ถูกระทำถูกลบไป/ไวยากรณ์อรับ) ซึ่งพระองค์มิได้ทรงกล่าวว่า เป็นทางนำเพื่อผลประโยชน์อันนั้น เพื่อผลประโยชน์อันนี้ เพื่อสิ่งนั้น เพื่อสิ่งนี้ เพื่อต้องการให้มันตีคลุม และว่า มันเป็นทางนำสำหรับผลประโยชน์ต่าง ๆ สำหรับโลกนี้ และโลกหน้า ซึ่งพระองค์เป็นผู้ชี้แนะแก่บรรดาบ่าว ในปัญหาหลัก และปลีกย่อต่าง ๆ เป็นผู้แจกแจงความจริง ให้ชัดแจ้งจากความเท็จ สิ่งที่สมบูรณ์ให้ชัดแจ้งจากสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ และเป็นผู้แจกแจงแก่พวกเขา ถึงวิธีที่พวกเขาจะเดินไป ในหนทางที่ให้ประโยชน์ ในชีวิตแห่งโลกนี้ และโลกหน้าของพวกเขา .
และพระองค์ ทรงกล่าวไว้ในที่อื่นว่า “เป็นทางนำแก่ผู้คนทั้งหลาย” ซึ่งพระองค์ทรงกล่าวไว้ในลักษณะรวม ในที่นี้ และที่อื่น “เป็นทางนำแก่บรรดาผู้ยำเกรง” เพราะว่ามัน ในตัวของมัน เป็นทางนำแก่มนุษย์ทุกคน ดังนั้น พวกผู้ประสบกับความทุกข์ยากจะไม่เงยหน้าขึ้นมาดู และจะไม่รับทางนำของอัลลอฮฺ ข้ออ้างหลักฐานต่างๆ จึงเป็นร้ายต่อพากเขา และจะไม่ได้รับประโยชน์ของมัน เนื่องจากการรับความทุกข์ยากของพวกเขา ส่วนบรรดาผู้ยำเกรง ที่ได้นำเอาเหตุใหญ่สุดมาปฏิบัติ เพื่อให้ได้รับการนำทางและมัน ก็คือ ความยำเกรง ที่ความเป็นจริงของมัน คือ การยึดเอาสิ่งที่จะปกป้องให้พ้นจากการโกรธกริ้ว และการลงโทษของอัลลอฮฺ ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ต่าง ๆ ของพระองค์  และการออกห่างสิ่งต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงห้ามไว้  พวกเขาก็ได้อยู่ในทางนำ ด้วยการกระทำดังกล่าว และได้รับประโยชน์ อย่างมากมายพระองค์ ตะอาลา ตรัสไว้ว่า .
“"يَاأَيُّهَاالَّذِيْنَ آمَنُوْا إِنْ تَتَّقُوااللهَ يَجْعَلْ لَكُمْ فُرْقَانًا"
“โอ้ บรรดาผู้ทีศรัทธาแล้วทั้งหลาย หากพวกเจ้ายำเกรงอัลลอฮฺ พระองค์ก็จะทรงให้มีแก่พวกเจ้า ซึ่งสิ่งที่จะมาแยกแยะ (ความจริงออกจากความให้แก่พวกเจ้า) ”  ดังนั้น  บรรดาผู้ยำเกรง คือ บรรดาได้รับประโยชน์จากสัญญาณต่าง ๆ แห่งอัลกุอาน และสัญญาณต่าง ๆ แห่งจักรวาล .
เพราะว่า การนำทางนั้น มีอยู่สองชนิดด้วยกัน: การนำทางด้วยการแจกแจง และการนำทางด้วยการประทานความสำเร็จ ดังนั้น บรรดาผู้ยำเกรง จะมีการนำทางสองชนิด เกิดขึ้นกับพวกเขา ในขณะที่คนอื่นการนำทาง ด้วยการประทานความสำเร็จ ไม่เกิดขึ้นแก่พวกเขา และการนำทางด้วยการแจกแจง โดยที่ไม่มีการประทานความสำเร็จ ในการนำมันมาปฏิบัตินั้น มันไม่ได้เป็นการนำทางที่แท้จริง ที่สมบูรณ์ .
หลังจากนั้น พระองค์ได้ทรงบอกถึงลักษณะของบรรดาผู้ยำเกรงว่า พวกเขามีหลักการเชื่อถือ และการงานต่าง ๆ ทั้งภายใน และภายนอก เพื่อที่จะประกันความยำเกรง เพื่อการนั้น พระองค์จึงได้ตรัสว่า “บรรดาผู้ที่ศรัทธาในสิ่งเร้นลับ” ข้อเท็จจริงของการศรัทธานั้น คือ การเชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไข ในสิ่งที่บรรดาร่อซูลได้บอกไว้ ที่ประมวลไว้ซึ่งการปฏิบัติตามของอวัยวะต่าง ๆ เรื่องการศรัทธานั้น ไม่ได้อยู่ในสิ่งต่าง ๆ ที่เห็นได้ ด้วยการสัมผัส  ซึ่งมันจะไม่ทำให้ผู้เป็นมุสลิมมีความต่าง ไปจากผู้ที่ไม่ได้เป็นมุสลิม แต่ทว่าเรื่อง มันอยู่ที่การศรัทธาในสิ่งเร้นลับ ที่เรามองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แต่ทว่า เราศรัทธาในเรื่องดังกล่าว ด้วยการบอกของอัลลอฮฺ และการบอกของร่อซูลของพระองค์ ดังนั้น ผู้ศรัทธานั้น จะศรัทธาในทุกสิ่งที่อัลลอฮฺทรงบอกไว้ หรือทุกสิ่งที่ร่อซูลของพระองค์บอกไว้ เขาจะเห็น หรือไม่เห็นก็ตาม  เขาจะเข้าใจ หรือไม่เข้าก็ตาม เขาจะคิดได้ หรือคิดไม่ได้ก็ตาม  ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้ออกนอกลู่นอกทาง ที่ปฏิเสธสิ่งที่อยู่ในความเร้นลับต่าง ๆ เพราะว่า สติปัญญาของพวกเขา มีความจำกัดอย่างมาก ไม่สามารถที่จะไปถึงได้ พวกเขาจึงปฏิเสธในสิ่งที่พวกเขาไม่มีความรู้ ในสิ่งนั้น สติปัญญาของพวกเขาจึงเสียไป สมองของพวกเขาจึงบอดไป ในขณะที่สติปัญญา สมองของบรรดาผู้ศรัทธาผู้ มีความเชื่ออย่างจริงจัง ผู้อยู่ในทางนำของพระองค์ เป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาด ปราดเปรื่อง.
และสิ่งที่จะเข้าอยู่ในการศรัทธาในสิ่งเร้นลับ คือ สิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงบอกไว้ สิ่งที่อยู่ในความเร้นลับต่าง ๆ ที่ผ่านมา ที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า สภาพต่าง ๆ ของโลกหน้า  ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ของลักษณะของอัลลอฮฺ และวิธีต่าง ๆ ของมัน และสิ่งที่บรรดาร่อซูลได้บอกไว้ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว บรรดาผู้ศรัทธา จะศรัทธาในลักษณะต่าง ๆ ของอัลลอฮฺ และการมีของมัน  มีความมั่นใจในมัน ถึงแม้ว่า พวกเขาจะไม่เข้าใจในวิธีของมันก็ตาม .
หลังจากนั้น พระองค์ ตรัสว่า “และดำรงละหมาด” พระองค์ มิได้ตรัสว่า ทำการละหมาด หรือมาสู่การละหมาด เพราะมันไม่เป็นความพอเพียง แค่การนำเอารูปแบบที่เห็นได้ของมันมา ทั้งนี้ การดำรงละหมาดนั้น จะต้องดำรงทั้งภายนอก ด้วยการทำให้หลักใหญ่ สิ่งที่จำเป็น และเงื่อนไขต่าง ๆ ของมัน ครบถ้วนสมบูรณ์ และภายใน ด้วยการให้มีวิญญาณของมันอยู่ และมันก็คือ การมีหัวใจที่จดจ่ออยู่ในนั้น ตรึกตรองสิ่งที่เขากล่าว และกระทำไป ซึ่งการดำรงละหมาดอันนี้ คือ สิ่งที่อัลลอฮฺ ตรัสไว้ว่า.
" إِنَّ الصَّلاَةَ تَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَر"
“แท้จริง การละหมาดนั้น จะห้ามไม่ให้ทำความชั่วช้าน่าเกลียด” และมัน คือ สิ่งที่ผลบุญจะเกิดขึ้นตามมา ดังนั้น จะไม่มีผลบุญเกิดขึ้นแก่มนุษย์ จากการละหมาดของเขา นอกจากสิ่งที่เขามุ่งมั่น และนำเอาสิ่งที่เป็นข้อบังคับ (ฟัรฏู) และสิ่งเสริมข้อบังคับ (นาฟิละฮฺ) ของมันมา .
หลังจากนั้น พระองค์ ตรัสว่า “และจับจ่ายจ่ายจากสิ่งที่เราได้ประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา” ซึ่งค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่างๆ เช่น ซะก๊าต ค่าใช้จ่ายแก่ภรรยา ญาติพี่น้องที่ใกล้ชิด บรรดาผู้ที่อยู่ในการดูแล และอื่น ๆ ค่าใช้จ่ายที่มีการส่งเสริมให้กระทำ ในหนทางต่าง ๆ แห่งความดีทั้งหมดจะเข้าอยู่ในนี้ พระองค์มิได้ทรงกล่าวถึงผู้ที่จักต้องจ่ายให้เขา เนื่องจากหนทางต่าง ๆ ของมันมีมาก  และบรรดาผู้มีสิทธิ์ที่จะได้รับมีหลายประเภท อีกประการหนึ่งค่าใช่จ่ายนั้น ในแง่ที่มันเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดความชิดกับอัลลอฮฺ พระองค์ได้ทรงนำเอา (มิน/ไวยาการณ์อรับ) มา ที่มันบ่งบอกถึงการเอาบางส่วน เพื่อที่จะเตือนให้พวกเขาได้ทราบว่า พระองค์มิได้ทรงต้องการจากพวกเขา นอกจากส่วนที่เล็กน้อยเท่านั้น จากทรัพย์สินของพวกเขา ไม่เป็นสิ่งให้อันตรายแก่พวกเขา และไม่ได้เป็นสิ่งสร้างภาระให้แก่พวกเขาแต่ประการใด หากแต่พวกเข้าจะได้รับประโยชน์ในการจับจ่ายมันไปต่างหาก และพี่น้องของพวกเขาจะได้รับประโยชน์ด้วย .
ในคำตรัสของพระองค์ ที่ว่า “เราได้ประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา” เป็นการชี้ให้เห็นว่า ทรัพย์สินตางๆ เหล่านั้น ที่มีอยู่ในมือของพวกเขา มันไม่ได้เกิดขึ้น ด้วยกำลังของพวกเจ้า และการครอบครองของวกเจ้า หากแต่ มันเป็นปัจจัยยังชีพ (ริซกฺ) จากอัลลอฮฺ ที่พระองค์ได้ประทานให้พวกเจ้า อีกทั้งยังได้ทรงให้พวกเจ้าได้มีความโดดเด่นกว่าหลายคน จากบรรดาบ่าวของพระองค์ ดังนั้น พวกเจ้าจงขอบคุณพระองค์ ด้วยการจ่ายบางสิ่งบางอย่าง ที่พระองค์ได้ประทานให้แก่พวกเจ้า และช่วยเหลือบรรดาพี่น้องของพวกเจ้า ที่มีความอัตคัด .
บ่อยครั้งที่พระองค์ ตะอาลา จะทรงรวมระหว่างการละหมาด และการจ่ายไว้ด้วยกันในอัลกุรอาน เพราะว่า การละหมาด มันประมวลไว้ซึ่งการประทานสิ่งที่ดี ให้แก่บรรดาบ่าวของพระองค์ ดังนั้น จุดสูศูนย์กลางของความผาสุกของบ่าวนั้น คือ การมีความบริสุทธิ์ใจของเขา ที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขา และการใช้ความอุตุสาหะของเขา ในการสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บรรดาบ่าวทั้งปวง เช่นเดียวกัน จุดศูนย์กลางของความทุกข์ยากของบ่าว คือ การไม่มีสองสิ่งนี้อยู่ในตัวเขา ดังนั้น เขาจะไม่มีความบริสุทธิ์ใจ และไม่มีการทำดี .
หลังจากนั้น พำระองค์ ตรัสว่า “และบรรดาผู้ที่ศรัทต่อสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมายังเจ้า” ซึ่งก็ได้แก่กุรอาน และซุนนะฮฺ พระองค์ ตะอาลา ตรัสไว้ว่า .
"وَأَنْزَلَ عَلَيْكَ الْكِتَابَ وَالْحِكْمَةَ"
”และพระองค์ได้ประทานคัมภีร์ และแบบฉบับลงมาให้เจ้า" ดังนั้น บรรดาผู้ที่ยำเกรง พวกเขาจะศรัทธาในทุกสิ่งที่ท่านร่อซูล ได้นำมา พวกเขาจะไม่แยกระหว่างบางสิ่งที่พระองค์ได้ประทานลงมายังท่าน โดยศรัทธาในบางส่วน และไม่ศรัทธาในอีกบางส่วน ด้วยการปฏิเสธมัน หรือตีความไปเป็นอย่างอื่น ที่ไม่ตรงตรงกับสิ่งที่อัลลอฮ และร่อซูลของพระองค์ ต้องการ เหมือกับที่พวกผู้ทำอุตริกรรมบางคนได้กระทำ ที่พวกเขา ที่พวกเขาเฉตัวบทต่างๆที่บ่งบอกถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำกล่าวของพวกเขา ด้วยสิ่งที่เมื่อสรุปแล้ว ก็ได้ความว่า มีการไม่เชื่อในความหมายของมัน  ถึงแม้พวกขาจะเชื่อในคำของมัน ซึ่งก็เท่ากับว่า พวกเขาไม่ศรัทธาต่อมันอย่างแท้จริง .
คำตรัสของพระองค์ที่ว่า “และสิ่งที่เราได้ประทานลงมาก่อนหน้าเจ้า” มันประมวลไว้ซึ่งการศรัทธาต่อคัมภีร์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา ประมวลไว้ซึ่งการศรัทธาต่อบรรดาร่อซูล และสิ่งที่คัมภีร์ต่างๆเหล่านั้นได้ประมวลไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคัมภีร์เตารอฮฺ อินญีล และซะบูร และอันนี้ เป็นความเฉพาะของบรรดาผู้ศรัทธา พวกเขาศรัทธาต่อคัมภีร์ที่ลงมาจากฟากฟ้าทั้งหมาด บรรดาร่อซูลทุกท่าน โดยที่พวกเขาจะไม่แยกระหว่างคนหนึ่งคนใดจากพวกเขา .
หลังจากนั้น พระองค์ ตรัสว่า   “และพวกเขามีความเชื่อมั่นในวันปรโลก”  คือ นามของสิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่ได้ตายไปแล้ว มีการกล่าวถึงโดยเฉพะ หลังจากที่กล่าวโดยทั่วไป เพราะว่า การศรัทธาต่อวันสิ้นโลก เป็นหลักใหญ่ของการศรัทธาประการหนึ่ง และเป็นตัวผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในการให้มีความปรารถนา ความเกรงขาม และการกระทำ และยะกีน คือ การมีความรู้ที่ดี ที่ไม่มีการสงสัยใดๆ ที่ทำให้ต้องปฏิบัติงาน .
“พวกเขาเหล่านั้น” คือ บรรดาผู้มีลักษณะที่ได้รับการสรรเสริญเยินยอเหล่านั้น “อยู่ในหนทางจากพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา” คือ อยู่ในทางนำอันยิ่งใหญ่ เพราะการที่ไม่มีอะลิฟกับลาม (ไวยากรณ์) มันบ่งถึงการยกย่องให้เกียรติ และนำทางใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าลักษณะต่างๆเหล่านั้น ที่ไประมวลไปด้วยหลักการเชื่อมั่นที่ถูกต้อง และการงานต่าง ๆ ที่เทียงตรง การนำทางที่แท้จริง คือ การนำทางของพวกเจ้าโดยเฉพาะ ในขณะที่การนำทางของคนอื่น ที่ไม่เหมือนกับมัน เป็นความหลงผิด .
และได้นำเอา อะลา (ไวยากรณ์) มาไว้ในที่นี้ ที่บ่งบอกถึงการการมีอำนาจ และในความหลงผิดได้นำเอา ฟี (ไวยากรณ์ มาไว้คำตรัสของพระองค์ที่ว่า “และแท้จริง หรือท่านทั้งหลายอยู่ในทางนำ หรืออยู่ในความหลงผิดอย่างชัดแจ้ง” เพราะว่า อยู่นางนำนั้น เป็นผู้ที่มีการแสดงการมีอำนาจในทางนำ เชิดชู และผู้ที่อยู่ในความหลงผิด เป็นผู้ที่จมปลัก และเป็นต่ำต้อยน้อยหน้า .
หลังจากนั้น พระองค์ ตรัสว่า “และพวกเขาเหล่านั้นแหละ คือ บรรดาผู้ได้รับความสำเร็จ” ได้รับชัยชนะ ได้รับสิ่งที่ต้องการ ได้รับความปลอดภัยจากสิ่งที่สร้างความหวาดกลัว การได้รับชัยชนะจะเกิดขึ้นในหมู่ของพวกเขาโดยเฉพาะ เพราะว่า ไม่มีหนทางที่จะไปถึงความสำเร็จ การเดินอยู่ในเส้นทางอื่น มันก็เป็นทางแห่งความลำบากยาก ความหายนะ และความขาดทุน ที่จะนำผู้ที่เดินอยู่เส้นทางดังกล่าว ไปสู่ความหายนะ ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระองค์ได้ทรงกล่าวถึงลักษณะต่าง ๆ ของพวกผู้ศรัทธาที่แท้จริง พระองค์ก็ได้ทรงกล่าวถึงลักษณะของพวกผู้ปฏิเสธ ที่แสดงการปฏิเสธของพวกเขาออกมา ที่ฝ่าฝืนดื้อดึงต่อท่านร่อซูล....