ข่าวประชาสัมพันธ์
เกียวกับสันติสุขสาร
ต้องการติดต่อและสนับสนุนมูลนิธิชี้นำสู่สันติสุข

- - - - - - - ฝากข้อความถึงมูลนิธิ - - - - - - - -

 วีดีโอมูลนิธิ


รู้จักอิสลาม



อายะฮถือศีลอด



อัลกุรอาน ซูเราะฮอัรเราะฮมาน



อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอินซาน[Surah Al-Insaan]


...ไม่ว่าการกระทำใดๆ หากได้รับการฝึกฝนอยู่เสมอ ก็จะกลายเป็นของง่ายดายในเวลาต่อมา...



ความเป็นมาของมุสลิมในภาคกลางและกรุงเทพฯ


 

ความเป็นมาของมุสลิมในภาคกลางและกรุงเทพฯ
 
นำเสนอโดย. ม.ดอนพลี
 
*****************
 
...มุสลิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง และกรุงเทพฯ มีบรรพบุรุษมาจากเชื้อชาติต่างๆ ดัง
 
ส่วนหนึ่งของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ คือ:-
 
สายอรับ-เปอร์เซีย ชาวเปอร์เซียได้นำเครื่องกระเบื้องของตนเข้ามาค้าขาย ตั้งแต่ 1200 ปีมาแล้ว ส่วนชาวอรับนั้น เรามีหลักฐานแน่นอน จากจดหมายเหตุของพวกอรับ ซึ่งแสดงให้เราทราบว่า เขาได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับดินแดนส่วนนี้ ตั้งแต่สมัย 1100 ปีมาแล้วเหมือนกัน .
 
มีหลักฐานแน่นอน ได้มีมุสลิมมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ปรากฏตามหมายเหตุโบราณว่า มีคนที่คนโบราณเรียกว่า แขกเทศ ตั้งบ้านเรือนอยู่ตั้งแต่สะพานประตูจีน ด้านตะวันตกของกรุงศรีอยุธยา ไปจนถึงหลังวัดนางมุก แล้วก็เลี้ยวลงไปที่ท่า กายี เป็นบริเวณที่มุสลิมตั้งบ้านเรือนอยู่ที่กำแพงเมือง มีถาวรวัตถุร้างไปแล้วยังปรากฏอยู่ ชาวบ้านเรียกจนทุกวันนี้ว่า กุฎีทอง ที่นี่ คำว่า แขกเทศ มีปรากฏอยู่ในจดหมายนี้ นักโบราณคดีสันนิฐานกันว่า จะเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามที่มีรกรากบ้านเดิมอยู่ในประเทศอรับบ้าง และในประเทศอิหร่าน หรือเปอร์เซียบ้าง แล้วก็มาตั้งรกราก เพื่อดำเนินการคาขาย ในที่สุดก็กลายเป็นคนไทย .
 
ในสมันกรุงศรีอยุธยา นอกจาก ไชยคฺอะหมัด ซึ่งเป็นชาวเปอร์เซียที่มาตั้งถิ่นฐาน และสร้างมัสญิดที่เรียกว่า กุฎีทอง และยังมีชาวเปอร์ ที่สำคัญอีกท่านหนึ่ง เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่หัวแดง (สงขลา) หลังจากตั้งถิ่นฐานที่อินโดนีเซียมาแล้ว ระยะหนึ่ง ชาวเปอร์เซียท่านนี้ เป็นมุสลิมสายซุนนะฮฺ ชื่อ ท่านโมกอล (เข้ามาในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม พ.ศ.2145) บิดาของท่านสุไลยมาน ผู้ที่ประกาศแยกสงขลาออกเป็นอิสระจากกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของพระเจ้าปราสาททอง และสถาปนาตนเอง เป็นสุลตานสุไลยมานชาห์ เมื่อ พ.ศ.2173 โดยท่านถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ.2211 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ศพของท่านฝั่งอยู่ที่หัวเขาแดง จังหวัดสงขลา .
 
สายชวา-มลายู ส่วนชาวมุสลิมปัตตานี ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า แขกปัตตานี มัจจะประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม และค้าขาย .
 
คนที่นับถือศาสนาอิสลาม ในสมัยกรุงศรอยุธยานั้น มีการตั้งบ้านเรือนอยู่ เป็นตำบลใหญ่ หลายร้อยหลายหลังคาเรือน เหมือนกัน ตำบลนั้น จะอยู่คลองตะเคียนทางทิศใต้ ส่วนมุสลิม ที่มาจากอินโดนีเซีย จากเกาะที่เรียกว่า เกาะมากาซา หรือมักกะสัน ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านฝั่งตะวันตกลงไป .
 
ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า ช่วงสงครามไทย-พม่า จนถึงช่วงการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา มุสลิมกลุ่มนี้ ได้อพยพหลบหนีมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในธนบุรี นอกจากนั้น ตลอดสมัยธนบุรี ถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ก็คงมีมุสลิมเชื้อสายชวา-มลายู ย้ายถิ่นฐานจากอาณาจักรปัตตานี มาอยู่ในธนบุรี เพราะถูกกวาดต้อนเป็นเชลย และเชิญชวนมาช่วยปฏิบัติงานรับใช้ชาติ ส่วนมุสลิมจากชวา ก็อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยเช่นเดียวกัน .
 
สายจาม-กัมพูชา จาม และกัมพูชา เป็นคนละชาติกัน เพราะจาม เป็นชนที่ผสมระหว่างขอมเดิม อินเดีย มาลายู และจีน เป็นต้น จามเข้ามาตั้งถิ่นถานในกรุงศรีอยุธยา ในรัชการของสมเด็จนเรศวรมหาราช และเข้ารับราชการ เป็นทหารอาสา ดังความในกฎหมายไทย (2439:192) ปรากฏว่า.
 
“ยังมีแขกอีกจำพวกหนึ่ง ซึ่งปรากฏ ในมณเฑียรบาลของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เรียกว่า อาสาจาม”.
 
มุสลิมที่อพยพมาจากกัมพูชานี้ ภายหลังเข้ามาร่วม เป็นพวกอาสาจาม ส่วนสาเหตุที่อพยพเข้ามานไทย เพราะถูกรุกรานจากเวียดนาม .
 
เมื่อเกิดสงครามไทย-พม่า กองอาสาจามจึงเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้กับศัตรูของไทย และเสียชีวิตจากการต่อสู้กับศัตรู เป็นจำนวนมาก ที่รอดชีวิตส่วนหนึ่งได้อพยพมาตามแม่น้ำเจ้าพะยา และตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณบางอ้อ และที่อื่นๆ .
 
สายอินเดีย-ปากีสถาน-บังลาเทศ อินเดียที่ต่อมาแยกเพิ่มเป็นปากีสถาน และบังกลาเทศ เป็นชนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เข้ามาติดต่อค้าขาย และตั้งถิ่นถานในไทย .
 
มุสลิมเชื้อสายอินเดีย มีทั้งที่เป็นสายชีอะฮฺ และสายซุนนะฮฺ และมีทั้งรวมตัวตั้งเป็นชุมชนเฉพาะกลุ่ม และเขาไปตั้งถิ่นฐานรวม หรือโดยการแต่งงานกับคนในชุมชนมุสลิมเชื้อสายอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว .
 
มุสลิมอินเดียสายชีอะฮฺ คือ ที่มัสญิดตึกขาว (เซฟี) มีสุสานอยู่ใกล้กับกุฎีเจริญพาศน์ ส่วนกลุ่มที่เป็นซุนนะฮฺ คือ ที่ชุมชนมัสญิดฮารูณ ซึ่งเป็นชุมชนริมฝั่งเจ้าพระยา ด้านตะวันออก หรือฝั่งพระนคร นอกจากนั้น กล่าวได้ว่า ทุกชุมชนเก่าแก่ในธนบุรี มุสลิมเชื้อสายอินเดีย จะกระจายตัวตั้งถิ่นฐานอยู่ในชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ชุมชนมัสญิดตึกแดง ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งของพระคลังสินค้า .
 
สายจีน มุสลิมชื้อชาติจีน ที่ตั้งถิ่นฐานในธนบุรี อาจจะมีอยู่บ้าง แต่จำนวนไม่มาก เหมือนทางภาคเหนือของไทย และส่วนที่มีอยู่จะเป็นลักษณะการผสม ระหว่างเชื้อชาติเสียมากกว่า กล่าวคือ ชาวจีนซึ่งอาจะมีทังชาวจีนมุสลิมแต่เดิม และจีนที่นับถืออื่นแต่เดิม แต่งงานกับมุสลิมเชื้อชาติต่างๆ เช่น จากมุสลิมก็เป็นเชื้อชาติผสมจีน มุสลิมจากอาณาจักปัตตานี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แถบบริเวณอ่าวปัตตานี จำนวนไม่น้อย เป็นมาลายูผสมจีน ทั้งนี้จากการเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขาย ซึ่งอ่าวปัตตานี จะเป็นบริเวณที่พักหลบมรสุมอย่างดี .
 
ส่วนในปัจจุบัน มุสลิมจากเชื้อชาติต่างๆ ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในธนบุรี ส่วนหนึ่ง ก็ได้แต่งงานกับลูกหลานชาวจีน ที่นับถือศาสนาต่างๆ โดยมาเข้ารับอิสลาม และมักจะกลายเป็นมุสลิมผู้เคร่งครัด เป็นจำนวนไม่น้อย ...
 
(จากหนังสืออนุสรณ์ชุมชนมัสญิดดารุลอิบาดะฮฺ คลองสามวา) .