ข่าวประชาสัมพันธ์
เกียวกับสันติสุขสาร
ต้องการติดต่อและสนับสนุนมูลนิธิชี้นำสู่สันติสุข

- - - - - - - ฝากข้อความถึงมูลนิธิ - - - - - - - -

 วีดีโอมูลนิธิ


รู้จักอิสลาม



อายะฮถือศีลอด



อัลกุรอาน ซูเราะฮอัรเราะฮมาน



อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอินซาน[Surah Al-Insaan]


...ไม่ว่าการกระทำใดๆ หากได้รับการฝึกฝนอยู่เสมอ ก็จะกลายเป็นของง่ายดายในเวลาต่อมา...



(الرِّبَا) อัร-ริบา (ดอกเบี้ย)


อัร-ริบา (ดอกเบี้ย)
(الرِّبَا)

 บทบัญญัติเกี่ยวกับทรัพย์สินครอบคลุมสามด้านคือ ความยุติธรรม ความเพิ่มพูน และความอธรรม ที่ยุติธรรมก็คือ การซื้อขาย ที่เพิ่มพูนก็คือ การบริจาค ส่วนที่อธรรมก็คือ ริบา (ดอกเบี้ย) เป็นต้น
 ริบา คือการเกินเลยในการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งสองสิ่งที่มีสาเหตุริบาอยู่ในตัวของมัน

 ฮุก่มของริบา
 1- ริบา ถือเป็นบาปใหญ่ประเภทหนึ่ง และมันเป็นสิ่งที่ต้องห้ามในทุกศาสนาที่เป็นศาสนาแห่งฟากฟ้า (ศาสนาที่คัมภีร์จากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งรวมถึงศาสนายูดายของยิว ศาสนาคริสตร์ และศาสนาอิสลาม) เนื่องจากมันแฝงไปด้วยความเสียหายที่ใหญ่หลวง มันเป็นต้นเหตุของการเป็นศัตรูกันระหว่างมนุษย์ มันนำไปสู่การงอกเงยของทรัพย์สินผ่านการขูดรีดจากทรัพย์สินของคนจน มันเป็นการอธรรมต่อผู้ที่มีความจำเป็น ทำให้ความคนรวยกดขี่คนยากจน ปิดหนทางการบริจาคและการทำดีต่อผู้อื่น และทำลายความรู้สึกเมตตาสงสารต่อเพื่อนมนุษย์

 อัลลอฮฺ ตะอาลาตรัสว่า


(وَأحَلَّ اللهُ الْبَيْعَ وَحَرَّمَ الرِّبَا فَمَنْ جَاءَهُ مَوْعِظَةٌ مِنْ رَبِّهِ، فَانْتَهَى فَلَهُ مَا سَلَفَ وَأمْرُهُ إلَى اللهِ وَمَنْ عَادَ فَأُولَئِكَ أصْحَابُ النَّارِ هُمْ فِيْهَا خَالِدُوْنَ (175)   البقرة 2: 275

ความว่า “และอัลลอฮฺทรงอนุมัติการซื้อขาย และทรงห้ามริบา (ดอกเบี้ย) ดังนั้นผู้ใดที่การตักเตือนจากพระเจ้าของเขาได้มายังเขา แล้วเขาก็เลิก (จากสิ่งที่ถูกห้าม) สิ่งที่ล่วงแล้วมาก็เป็นสิทธิ์ของเขา (ไม่ต้องคืนหรือชดใช้) และเรื่องราวของเขานั้นมอบให้เป็นภาระของอัลลอฮฺ (ที่จะพิจารณาเขา) และผู้ใดวกกลับไป (กระทำ) อีก ชนเหล่านั้นแหละคือ ชาวนรกโดยที่พวกเขาจะอยู่ในนรกตลอดกาล”  (อัลบ่าเกาะเราะฮฺ 2/275)
 2- ริบาเป็นการกินทรัพย์สินของเพื่อนมนุษย์โดยมิชอบ ทำให้การหารายได้ การทำธุรกิจ และการผลิตที่มนุษย์มีความต้องการเกิดการชะงักงัน ผู้ที่รับดอกเบี้ยของเขาเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย ทำให้เขาละทิ้งการทำธุรกิจ และการทำประโยชน์ที่มนุษย์จะได้ประโยชน์จากมัน จุดจบของผู้ที่ยุ่งเกี่ยวกับริบาทุกคนคือ ความถดถ่อยของทรัพย์สิน เงินทอง 

 บทลงโทษเกี่ยวกับริบา
 ริบาเป็นบาปใหญ่ และแท้จริงแล้วอัลลอฮฺได้ประกาศสงครามกับผู้ที่กินและผู้ที่ให้ริบาซึ่งต่างจากบาปอื่นๆ
 1-.อัลลอฮฺ ต่าอาลา ตรัสว่า


(يَا أيُّهَا الَّذِيْنَ آمَنُوا اتَّقُوا اللهَ وَذَرُوْا مَا بَقِيَ مِنَ الرَّبَا إن كُنْتُمْ مُؤْمِنِيْنَ (278) فَإنْ لَمْ تَفْعَلُوْا فَأذَنُوْا بِحَرْبٍ مِنَ اللهِ وَرَسُوْلِهِ، وَإنْ تُبْتُمْ فَلَكُمْ رُؤُوْسُ أمْوَالِكُمْ لاَ تَظْلِمُوْنَ وَلاَ تُظْلَمُوْنَ (279)  البقرة 2: 278- 279

ความว่า “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พึงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด และจงละเว้นดอกเบี้ยที่ยังเหลืออยู่เสีย หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา และถ้าพวกเจ้ามิได้ปฏิบัติตาม ก็พึงรู้ถึงสงครามจากอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์ (หมายถึง อัลลอฮฺ และศาสนทูตประกาศเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย) และหากพวกเจ้าสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวแล้ว สำหรับพวกเจ้าก็คือ ต้นทุนแห่งทรัพย์ของพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้าจะได้ไม่อธรรมและไม่ถูกอธรรม”   (อัลบ่าเกาะเราะฮฺ 2/278)

 2.รายงานจาดท่าน ญาบิร ร่อฏิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า


لَعَنَ رَسُوْلُ الله صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ آكِلَ الرَّبَا، وَمُوْكِلَهُ وَكَاتِبَهُ، وَشَاهِدَيْهِ، وَقَالَ: هُمْ

سَوَاءٌ   "أخرجه مسلم"
 

ความว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอ่าลัยฮิว่าซัลลัม ได้ประณามผู้ที่กินริบาอฺ ผู้ให้กิน ผู้บันทึก และผู้เป็นพยานทั้งสองคน และท่านกล่าวว่า พวกเขาอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกัน (ในบาป) (บันทึกโดยมุสลิม) 

 3.รายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร็ฏิยัลลอฮุอันฮฺ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิว่าซัลลัม กล่าวว่า


"اجْتَنِبُوْا السَّبْعَ الْمُوْبِقَاتِ" قَالُوْا: يَا رَسُوْلَ اللهِ، وَمَا هُنَّ ؟ قَالَ: "الشِّرْكُ بِاللهِ، وَالسِّحْرُ، وَقَتْلُ النَّفْسِ الَّتِيْ حَرَّمَ اللهُ إلاَّ بِالْحَقِّ، وَأكلُ الرِّبَا، وَأكْلُ مَالَ الْيَتِيْمِ،

وَالتَّوَلِّيْ يَوْمَ الزَّحْفِ، وَقَذْفُ الْمُحْصَنَاتِ الْمُؤْمِنَاتِ الْغَافِلاَتِ"  مُتَّفَقٌ عَلَيْهِ

ความว่า “พวกท่านจงออกห่างจากสิ่งที่ทำให้หายนะ (บาปใหญ่) เจ็ดอย่าง พวกเขา (บรรดาเศาะฮาบะฮฺ) ได้ถามว่า “โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ มันคืออะไร? ท่านจึงกล่าวว่า (มันคือ) การตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ การใช้เวทมนต์ไสยศาสตร์ การฆ่าชีวิตหนึ่งที่พระองค์ทรงห้าม เว้นแต่ด้วยความชอบธรรม การกินริบา (ดอกเบี้ย) การกินทรัพย์สินของเด็กกำพร้า การถอยหนีในวันแห่งการเผชิญหน้ากับศัตรู และการใส่ความหญิงหนึ่งที่ดีที่เป็นผู้ศรัทธาและบริสุทธิ์” (บันทึกโดย อัลบุคอรีย์) หมายเลข 2766 และสำนวนรายงานนี้เป็นของท่านและมุสลิม หมายเลข 89)

 ประเภทของริบาอฺ
 1.ริบา นะซีอะฮฺ คือการเพิ่มที่ผู้ขายรับจากผู้ซื้อเป็นสิ่งทดแทนการยืดเวลา (ชำระ) เช่น เขาให้เงินไปหนึ่งพันบาทเป็นเงินสด โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องคืนให้หลังจากหนึ่งปีหนึ่งพันสองร้อยบาทเป็นต้น
 หรือการผันหนี้แก่ผู้ขัดสน ในลักษณะที่ว่าเขามีทรัพย์ที่ค้างชำระเหนือบุคคลหนึ่ง เมื่อถึงเวลาชำระเขาก็กล่าวแก่บุคคลนั้นว่า “ท่านต้องชำระทันที หรือต้องการเพิ่มดอกเบี้ย (โดยที่ยังไม่ต้องชำระ)” ถ้าหากอีกฝ่ายพอใจจะชำระก็ชำระ หรือไม่เขาก็จะเพิ่มเวลาให้ โดยมีการเพิ่มทรัพย์ (หนี้) ขึ้นด้วย ทำให้จำนวนทรัพย์ที่ต้องชำระเหนือลูกหนี้ผู้นั้นมีมากขึ้น เช่นนี้คือรากฐานของริบา หรือดอกเบี้ยในสมัยญาฮิลียะฮฺที่อัลลอฮฺทรงห้ามไว้ และกำหนดให้มีการยืดเวลาแก่ผู้ขัดสน (โดยไม่มีการเพิ่ม) ซึ่งริบาประเภทนี้เป็นริบาที่อันตรายที่สุด เพราะมีผลเสียมากมาย โดยที่มันได้รวบรวมประเภทไว้ในตัวมัน คือ
นะซีอะฮฺ ริบาอฺฟัฏล์ (ดอกเบี้ยส่วนต่าง) และริบาเงินกู้

 1.1 อัลลอฮฺ  ตะอาลา ตรัสว่า


(يَا أيُّهَا الَّذِيْنَ آمَنُوْا لاَ تَأكُلُوا الرِّبَا أضْعافاً مُضَاعَفَةً وَاتَّقُوا اللهَ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُوْنَ) (130)
آل عمران 130

 

ความว่า “โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่ากินดอกเบี้ยเท่าที่ถูกทบทวี และพวกเจ้าพึงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ” (อาล่าอิมรอน 3/130)

 1.2 อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า


( وَإنْ كَانَ ذُوْ عُسْرَةٍ فَنَظِرَةٌ إلَى مَيْسَرَةٍ وَأنْ تَصَدَّقُوْا خَيْرٌ لَكُمْ إنْ كُنْتُمْ تَعْلَمُوْنَ ) (280)

البقرة 2: 180
 

ความว่า “และหากเขา (ลูกหนี้) เป็นผู้ยากไร้ก็จงให้มีการรอคอย (ให้ผ่อนผัน) จนกว่าจะถึงคราวสะดวก และการที่พวกเจ้าจะให้เป็นทานนั้นย่อมเป็นการดีแก่พวกเจ้า หากพวกเจ้ารู้” (อัลบะเกาะเราะฮฺ 2/280)
 หรือการซื้อขายแลกเปลี่ยนทรัพย์สินในประเภทของริบาฟัฏล์ (ดูความหมายในหัวข้อถัดไป) กันทั้งสองฝ่าย โดยมีการล่าช้าในการส่งมอบของทั้งสองฝ่าย หรือเพียงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เช่น ซื้อขายทองกับทอง ข้าวสาลีกับข้าวสาลี (โดยไม่รับมอบทันที) เป็นต้นหรือขายประเภทหนึ่งกับอีกประเภทหนึ่งจากประเภทเหล่านี้โดยมีการค้างชำระ (เช่น ขายทองด้วยเงินโดยไม่มีการส่งมอบกันทันที หรือข้าวสาลีกับข้าวบาร์เลย์โดยไม่มีการส่งมอบให้แก่กันทันที แม้จะไม่มีการเพิ่มราคาจากเดิมกันก็ตาม) 

 2.ริบาฟัฏล์ คือการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินกับเงิน หรืออาหารกับอาหารโดยมีการเพิ่ม (เป็นส่วนต่างเช่น นำข้ามชนิดหนึ่งจำนวนหนึ่งลิตรมาแลกกับข้าวชนิดอื่นจำนวนหนึ่งลิตรครึ่ง เป็นต้น) ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งหะรอม ศาสนาได้หลักฐานอย่างชัดเจนถึงการห้ามริบานี้ในสิ่งหกประเภท ดังที่ร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า


"الذَّهَبُ بِالذَّهَبِ، وَالْفِضَّةُ بِالْفِضَّةِ، وَاْلبُرُّ بِالْبِرِّ، وَالشَّعِيْرُ بِالشَّعِيْرِ، وَالتَّمَرُ بِالتَّمَرِ، وَالْمِلْحُ بِالْمِلْحِ مِثْلاً بِمِثْلٍ، سَوَاءً بِسَوَاءٍ، يَدًا

بِيَدٍ، فَإذَا اخْتَلَفَتْ هَذِهِ اْلأصْنَافُ فَبِيْعُوْا كَيْفَ شِئْتُمْ ‘إذَا كانَ يَدًا بِيَدٍ "  أخرجه مسلم.

 ความว่า “ทองคำแลกทองคำ เงินและเงิน ข้าวสาลีแลกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์และข้าวบาร์เลย์ ผลอินทผลัมและผลอินทผลัม และเกลือแลกเกลือ ปริมาณต้องเท่ากัน ส่งมอบกันทันทีมือต่อมือ
 ดังนั้นหากสิ่งเหล่านี้ต่างประเภทกัน พวกท่านจงซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ตามต้องการตราบใดที่มีการส่งมอบมือต่อมือ” (บันทึกโดยมุสลิม 1587) 


 สิ่งที่อยู่ในขอบข่ายริบาฟัฏล์
 - ให้เทียงเคียง (กิยาส) ทุกๆสิ่งที่มีสาเหตุแห่งริบา (อัลละฮฺ) เหมือนกันกับสิ่งหกประเภทดังกล่าวข้างต้น นั่นคือ อิลละฮฺ (สาเหตุการเป็นริบา) ของทองและเงินก็คือ การเป็นเงินตราและอิสละฮฺในสี่ประเภทที่เหลือก็คือ การเป็นสิ่งที่ใช้ตวงและเป็นอาหาร หรือการชั่งและเป็นอาหาร
 - เครื่องตวงให้ถือเครื่องตวงชาวมะดีนะฮฺเป็นเกณฑ์ ส่วนเครื่องชั่งก็ให้ยึดเครื่องชั่วของชาวมักกะฮฺ ส่วนสิ่งที่ไม่มีทั้งสองที่ (ไม่ได้ใช้การชั่งหรือตวง) ก็ให้ยึดธรรมเนียมปฏิบัติ และทุกๆสิ่งที่มีการห้ามริบาฟัฏล์ก็ถือว่า ห้ามริบานะสีอะฮฺเช่นกัน
 3.ริบาเงินกู้ ลักษณะของมันก็คือ การที่บุคคลหนึ่งทำการให้กู้ยืมสิ่งใดสิ่งหนึ่งแก่ผู้อื่น แล้ววางเงื่อนไขแก่เขาว่าต้องจ่ายคืนมากกว่าที่กู้ไป หรือเขาต้องให้ประโยชน์หนึ่งประโยชน์ใด เช่นให้เขาได้อยู่อาศัยในบ้านของผู้กู้หนึ่งเดือนเป็นต้น ซึ่งริบานี้ถือว่าต้องห้าม แต่ถ้าหากเขาไม่ได้วางเงื่อนไขไว้แล้วผู้กู้ได้ให้ประโยชน์ หรือจ่ายสิ่งที่ดีกว่าด้วย (ความสมัครใจ) ตัวเองถือว่าเป็นสิ่งที่อนุญาตและได้ผลบุญ
 หุ่ก่มของริบาฟัฏล์

 1- เมื่อใดที่การซื้อขาแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งที่เป็นประเภทเดียวกัน และมีสาเหตุของริบาในตัวมันถือว่าการเกินเลยกัน (การแลกด้วยจำนวนที่ไม่เท่ากัน) และการไม่ส่งมอบกันทันทีถือว่าเป็นสิ่งที่หะรอม เช่น การซื้อขายทองกับทอง ข้าวสาลีกับข้าวสาลี เป็นต้น การซื้อขายแบบนี้มีเงื่อนไขที่จะทำให้มันถูกต้อง (ตามหลักศาสนา) คือจะต้องเท่ากันในจำนวน และมีการส่งมอบกันในทันที เพราะเป็นสิ่งที่มีประเภทและสาเหตุของริบาอย่างเดียวกัน

 2.เมื่อใดที่มีการซื้อการขายแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งของสองประเภทที่มีสาเหตุของริบาฟัฏล์อย่างเดียวกันแต่ต่างประเภทกันถือว่าการส่งไม่ส่งมอบกันทันทีเป็นที่ต้องห้าม ส่วนการเกินเลยกัน (การแลกด้วยจำนวนไม่เท่ากัน) เป็นสิ่งที่อนุญาต เช่น ซื้อขายทองกับเงิน หรือข้าวสาลีกับข้าวบาร์เลย์ เป็นต้น ถือว่าอนุญาตให้มีการเกินเลยกัน (เช่น แลกข้าวสาลี 1 กิโลกรัม แลกกับข้าวบาร์เลย์ 2 กิโลกรัม) เมื่อใดที่มีการรับกันทันทีมือต่อมือ (ไม่มีการค้างกัน) เพราะทั้งสองสิ่งต่างประเภทกันแต่มีสาเหตุริบาอันเดียวกัน (คือเป็นเงินตราหรืออาหาร) 
 
3.เมื่อใดที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งของสองประเภทที่มีสาเหตุของริบาแตกต่างกันถือว่าอนุญาตให้มีการเกินเลยและค้างชำระกัน เช่น การซื้ออาหารด้วยเงินตรา หรืออาหารด้วยทองคำ เป็นต้น ถือว่าอนุญาตให้มีการเกินเลยกัน (เช่นข้าว 1 กระสอบแลกเปลี่ยนกับเงิน 300 บาท) และอนุญาตให้มีการล่าช้าในการส่งมอบกัน (ส่งมอบข้าวสารวันนี้ แต่จ่ายเงินพรุ่งนี้หรือเดือนหน้า) เพราะสิ่งแลกเปลี่ยนทั้งสองต่างประเภทกันและมีสาเหตุแห่งริบาต่างกันด้วย
 
4- เมื่อใดที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งของสองประเภทที่ไม่มีสาเหตุของริบาอยู่ในทรัพย์ทั้งสอง ถือว่าอนุญาตให้มีการเกินเลยกันและค้างชำระกัน เช่น ซื้อขายอูฐหนึ่งตัวแลกกับอูฐสองตัว หรือเสื้อหนึ่งตัวแลกกับเสื้อสองตัว เป็นต้น ถือว่าอนุญาตให้มีการเกินเลยกันและค้างชำระกันได้
 - ไม่อนุญาตให้ทำการซื้อขายของประเภทเดียวกันแต่ต่างชนิด นอกจากจะต้องมีคุณลักษณะที่เหมือนกัน ดังนั้นจึงห้ามซื้อขายผลอินทผลัมสดแลกกับผลอินทผลัมแห้ง (เป็นอินทผลัมเหมือนกันแต่ต่างชนิด อันหนึ่งสด อันหนึ่งแห้ง) เพราะของสดเมื่อแห้งลงจะมีจำนวนลดลงทำให้เกิดส่วนต่างกัน (ริบาฟัฏล์) ที่ถือว่าต้องห้าม